Blue Flower

แนะนำสายกีตาร์โปร่ง

สายกีตาร์โปร่งมีหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็มีหลายขนาดตั้งแต่เบอร์เล็กๆ อย่างเบอร์ 9 จนถึงเบอร์ 12 (ใหญ่กว่าเบอร์ 12 ก็มี) มีทั้งแบบธรรมดา ทั้งแบบเคลือบกันสนิม แล้วแต่ความชื่นชอบของนักกีตาร์ เช่นยี่ห้อ D'addario (แด๊ด-ดาริโอ), Elixir(อีลิกเซอร์), Dean Markley, Martin, Ernie Ball (เออร์นี่บอล), Fender, Gibson, GHS, DR

คุณสมบัติโดยทั่วไปของสายกีตาร์โปร่ง จะทำหน้าที่สั่นสะเทือนทำให้เกิดเสียง ทำให้เกิดการสั่นพ้องของตัวกีตาร์ สั่นสะเทือนดีเสียงก็ดีตาม ดังนั้นนั้นสายกีตาร์จึงมีผลกับเสียงของกีตาร์อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เนื่องจากสายกีตาร์ทำจากโลหะดังนั้นเมื่อโลหะสัมผัสกับอากาศจึงมีการเกิดสนิมขึ้น ยิ่งถ้าเราไม่ล้างมือก่อนเล่นหรือไม่เช็ดสายหลังเล่นกีตาร์ เหงื่อที่มือจะยิ่งทำให้เกิดสนิมได้เร็วขึ้น แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อระยะเวลาเกิดสนิมก็แตกต่างกันไปเพราะส่วนผสมของวัสดุที่ใช้ทำสายกีตาร์นั้นแตกต่างกัน จึงมีผู้ผลิตทำสายกีตาร์ที่เคลือบสารกันสนิมไว้ ทำให้เป็นสนิมน้อยลงหรือช้าลง ในแง่ของคุณภาพเสียงสายกีตาร์ที่ไม่ได้เคลือบสายกันสนิม จะมีคุณสียงที่ดีกว่า เพราะการสั่นสะเทือนเป็นธรรมชาติกว่าสายที่เคลือบสารกันสนิม แต่อายุการใช้งานก็จะสั้นกว่า เสื่อมคุณภาพเร็วกว่า บางยี่ห้อก็ทำเคลือบแบบบางพิเศษ ทนสนิมแต่ให้เสียงใกล้เคียงกับสายแบบไม่เคลือบก็มี (ราคาก็พิเศษตามไปด้วยครับ) บางผู้ผลิตก็คิดค้นสายกีตาร์ที่ไม่ได้เคลือบสาร แต่เกิดสนิมได้ช้าลง ใช้งานได้ นานขึ้น เช่น สายยี่ห้อ Newtone ผลิตภัณฑ์จากประอังกฤษ (ราคาประมาณ 400 บาท)

โดยทั่วไปสายกีตาร์ก็จะมีอายุการใช้งาน ควรเปลี่ยนเมื่อเสื่อมสภาพ ถ้าเป็นมืออาชืพเล่นทุกวัน สายก็จะเสื่อมเร็วเป็นธรรมดา อาทิตย์หนึ่งเปลี่ยนทีก็มี บางคนเล่นไม่บ่อยและหมั่นเช็ดทำความสะอาด อาจใช้ได้เป็นปีก็มี ถ้าสายกีตาร์เสื่อมแล้วมีผลอย่างไรบ้างอย่างแรกคือ คุณภาพเสียงแย่ลง อย่างที่สองคือสายจะขาดง่าย ส่วนขนาดของสายกีตาร์ ปกติแล้วสายกีตาร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเสียงก็จะหนาและกังวานกว่ากีตาร์ที่ใช้สายเล็ก และขาดยากกว่าด้วย เสียงเบสก็ทุ้มกว่า แต่ข้อเสียของกีตาร์เส้นใหญ่ๆก็คือต้องใช้แรงกดแยะกว่า มือใหม่ๆเล่นแล้วเจ็บมือแน่นอน เบอร์ของสายกีตาร์สำหรับมือใหม่หัดเล่นก็ควรจะเล่นเบอร์ 9 หรือเบอร์ 10 (ไม่ควรเกินเบอร์ 11) เล่นแล้วจะออกแรงกดไม่เยอะ เล่นสบายมือ ส่วนมือเก่าแล้วอยากได้เสียงที่หนาและดุดันขึ้นก็เล่นเบอร์ 12 หรือใหญ่กว่าได้ครับ พอมาถึงตรงนี้ก็จะพูดถึงสายกีตาร์ที่เป็นที่นิยมกันในหมู่นักกีตาร์ทั่วไปมีดังนี้

สายกีตาร์โปร่งที่นิยมใช้กัน

-สายกีตาร์ยี่ห้อ Martin – มาร์ติน ยี่ห้อนี้จัดว่าคุณภาพสียงดีมากเลยทีเดียว ราคาไม่แพงมาก เสียงที่ออกมาเสียงหนาดีใช้ได้ เสียงดุดันพอตัว ให้เสียงเบสทุ้มใช้ได้ จัดว่าเสียงดีครับ แต่ต้องขยันเช็ดสายเป็นพิเศษเนื่องจาก เป็นสนิมง่ายไปหน่อย ราคาเริ่มต้นที่ 240 - 900 บาท แล้วแต่รุ่น

-สายกีตาร์ยี่ห้อ D'addario (แด๊ด-ดาริโอ) เป็นที่นิยมไม่ไช่น้อยในหมู่นักกีตาร์เนื่องจาก เสียงดีครับ เสียงนุ่มนวลฟังสบายหู เสียงหวานนิดๆ สายขาดยากไม่ว่าจะผ่อนสายหรือขึงสายรับแรงบิดได้ดี (จัดว่าเหนียว) เล่นแล้วนุ่มมือด้วย ราคาอยู่ที่ 200 - 800 บาท แล้วแต่รุ่น

-สายกีตาร์ยี่ห้อ Ernie Ball (เออร์นี่บอล) ใครชอบเสียงกีตาร์หวานๆ เสียงใสๆ ฟุ้งฟิ้ง และอบอุ่น(เสียง warm) ไม่ควรพลาด ราคาอยู่ที่ 220 - 600 บาท แล้วแต่รุ่น แต่ต้องเบามือนิดนึงถ้าใช้สายเบอร์เล็ก ถ้าเล่นแบบดุดันต้องเพิ่มขนาดสายหน่อยเป็นใช้ได้

- สายกีตาร์ยี่ห้อ Gibson ยี่ห้อนี้เห็นบ่อย(เวลาเข้าร้านเครื่องเขียนก็จะวางคู่กับยี่ห้อ ซูซูกิ) เป็นสายกีตาร์ที่คุณภาพพอใช้ได้ทีเดียว เสียงออกติดแหลมนิดๆ ใสพอตัว จัดว่าทนทานอยู่ ราคาไม่แพง ที่สำคัญคือ ซื้อแยกสายได้ด้วย สายไหนขาดก็ซื้อสายนั้น “โอ้...มันยอดมากเลยจอร์ท”

-สายกีตาร์ยี่ห้อ Elixir ยี่ห้อนี้ก็คุณภาพเสียงจัดว่าดีมากครับ แต่จะเด่นเสียงแหลมถึงกลาง เสียงเบสไม่ค่อนแน่นเท่าไหร่ ต้องใช้สายกีตาร์เบอร์ใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ เรื่องราคาก็อยู่ที่ 500-600 บาทต่อชุด มีรุ่นย่อมเยาว์ด้วย ราคา 100 - 200 บาท

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ต้องกังวลมากครับ เรื่องการเลือกใช้สายกีตาร์ ถ้างบน้อยเล่นพอใจกับเสียงที่ได้ก็จบ แต่ถ้าได้เปลี่ยนสายกีตาร์ก็ควรลองสายหลายๆยี่ห้อ หลายๆ รุ่นดู เพื่อจะได้รู้ว่าเสียงแบบไหนที่เราชอบ